นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ขุนทึง (ขุนเทือง)

| บันเทิง | นิยาย-เรื่องสั้น | 34
นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ขุนทึง (ขุนเทือง)

อักษรธรรม ๔ ผูก วัดอาภาราม อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี

           นครแห่งหนึ่งชื่อ เชียงเงื้อม หรือเชียงใหญ่ มีกษัตริย์ นามว่าขุนเทืองและนางบุสดี ปกครองบ้านเมือง ครั้งหนึ่ง ขุนเทืองต้องการจะออกเดินเที่ยวป่า จึงออกเดินทางจากเมืองไปในป่าประมาณ ๒ เดือน จึงไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง   เป็นสวนของพญานาค แล้วพระองค์ได้พบลูกสาวพญานาค ชื่อว่า นางแอกใค้   เกิดรักใคร่กัน ขุนเทืองจึงตามนางไปยังบาดาลและอยู่ที่นั่นถึง ๒ ปีกว่า ในขณะที่ขุนเทืองไม่อยู่นี้   นางบุสดีได้เอาหมอมอ (โหร) มาทายดูว่าขุนเทืองอยู่ที่ใด    ได้รู้ว่าขุนเทืองอยู่ที่เมืองพญานาคกับลูกสาวพญานาค  นางบุสดีจึงบนบานให้พวกผีต่างๆ เช่น ผีน้ำ ผีเสื้อ ผีตายาย (บรรพบุรุษ) ผีเมือง เป็นต้น ตามไปบอกท้าวขุนเทืองกลับมาเมือง ขุนเทืองจึงได้ลานางแอกใค้และพญานาคเพื่อจะกลับ   นางแอกใค้ได้มาส่งขุนเทืองถึงท่าน้ำ ก่อนจะจากกันนางได้ล้วงเอาลูกในท้องแล้วเอาใบตองทึงห่อให้ขุนเทืองตอนกลับเมืองเพื่อเอาไปเลี้ยง   เมื่อมาถึงเมืองแล้วนางบุสดีไม่พอใจพยายามหาเรื่องเพื่อทำอันตรายต่างๆ นานา  ขุนเทืองเห็นท่าไม่ดี   จึงให้เสนาอำมาตย์เอาลูกชายชื่อขุนทึงไปปล่อยไว้ในป่า   ขุนทึงอยู่ในป่าอย่างสุขสบาย เพราะมีเทวดาและสัตว์ต่างๆ  มาดูแลรักษาเลี้ยงดู ต่อมาประมาณ ๑ ปี ขุนเทืองคิดถึงขุนทึงลูกชาย   จึงให้พวกอำมาตย์ออกไปสืบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า   เมื่อทราบว่ายังมีชีวิตอยู่จึงไปเชิญเข้ามาอยู่ในเมือง  ขุนทึงเมื่อโตเป็นหนุ่มขึ้นต้องการอยากจะพบแม่ที่แท้จริง จึงไปถามพ่อถึงที่อยู่ของแม่ พอทราบว่าแม่นั้นเป็นนาคอยู่ที่เมืองบาดาลจึงอำลาพ่อเพื่อที่จะไปเยี่ยมเยียนถามข่าวคราวแม่ แล้วออกเดินทางไปตามที่พ่อบอกจนถึงท่าน้ำแล้วเอาไม้ตีน้ำเรียกพวกนาคให้มาหา   พวกนาคถามดูรู้ว่าเป็นลูกของนางแอกใค้ จึงพาขุนทึงไปเมืองบาดาล ขุนทึงได้พบแม่ ตา และยายแล้วอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานพอสมควร จึงได้ลาแม่เพื่อกลับเมืองเชียงเงื้อมของพ่อ  นางแอกใค้แนะนำให้ลาตาแล้วขอของวิเศษเพื่อเป็นเครื่องติดตัวในการเดินทาง   เมื่อขุนทึงไปลาตา ได้ให้ของที่วิเศษ ๓ อย่าง มี หม้อทองแดง  ดาบ และของ้าว และมาถามวิธีใช้กับแม่ นางแอกใค้บอกวิธีใช้ว่า หม้อนั้นมีของทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใน ถ้าต้องการอะไรให้ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วเคาะเบาๆ  ของที่ต้องการนั้นจะออกมา ดาบนั้นใช้ในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรู ส่วนของ้าวนั้นให้ลากไปอย่าแบกหรือถือไป      ขณะที่ลากนั้นถ้าไม่เกี่ยวอะไรก็ให้เดินทางไปเรื่อยๆ ห้ามนอน    แม้จะกี่วันก็ตาม แต่ถ้าง้าวไปเกี่ยวกับอะไรแล้วจึงหยุดนอน  ขุนทึงเมื่อแม่มาส่งถึงท่าน้ำแล้วก็เดินทางต่อไปโดยปฏิบัติตามคำของแม่   ใช้เวลาเดินอยู่หลายวันจึงถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่งของ้าวได้เกี่ยวหยุดอยู่  จะดึงอย่างไรก็ไม่ไปจึงหยุดนอน ณ ที่นั้น  พอเมื่อตื่นขึ้นที่นั้นกลายเป็นเมืองใหญ่ ชื่อว่า ศรีสัตนาคนหุต  ดังนั้นขุนทึงจึงเคาะหม้อทองแดงแล้วมีหญิงสาวออกมา ๒ คน  ชื่อ ทึง และทอง จึงอภิเษกเป็นมเหสีทั้งสองคน แล้วขุนทึงก็ครองศรีสัตนาคนหุตต่อมาอย่างมีความสุข ต่อมาครั้งหนึ่งขุนทึงออกไปเที่ยวป่าคนเดียวเดินทางไปประมาณ ๑๕ วัน ถึงป่าหิมพานต์ ได้พบนางชะนีที่อยู่ใกล้กับอาศรมพระฤาษี นางชะนีได้แปลงกายเป็นคนแล้วใส่ยาเสน่ห์เพื่อให้ขุนทึงรัก    ขุนทึงได้หลงเสน่ห์ของนางชะนีแล้วได้อยู่กับนางชะนีที่ถ้ำในป่าหิมพานต์นั้น   ประมาณ ๓ ปี ได้ลูกชายคนหนึ่งชื่อ อำคา หรือ อู่แก้ว ต่อมาขุนทึงได้ลานางชะนีกลับมาเมืองศรีสัตตนาคนหุต พร้อมกับท้าวอำคา ลูกชายและสัญญากับนางชะนีว่าจะมารับไปอยู่ในเมือง  นางทึงและนางทองต่างก็ดีใจ และรักท้าวอำคาเหมือนลูกตนเอง  ต่อมาขุนทึงได้ไปรับนางชะนีตามสัญญา และสั่งชาวเมืองทุกคนให้ผูกสุนัขไว้ให้ดี อย่าให้เพ่นพ่าน แต่พอนางชะนีมาถึง นางทึง นางทองกลับปล่อยสุนัขให้ไล่กัดนางชะนีหนีกลับไปอยู่ถ้ำดังเดิม  เมื่อขุนทึงชราภาพจึงอภิเษกท้าวอำคาเป็นกษัตริย์สืบต่อมา
comments