นิทานเขมร เรื่อง จะแกสำเปิว

| บันเทิง | นิยาย-เรื่องสั้น | 6076

นิทานเขมร เรื่อง จะแกสำเปิว

จังหวัดสุรินทร์และใกล้เคียง มีนิทานคติเรื่อง จะแกสำเปิว แปลว่า หมาจิ้งจอก ซึ่งมีแนวเรื่องเหมือนกับเรื่อง "ศรีบัวทอง" ที่ชาวลำปางเชื่อว่า ลานหินที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีรอยเท้าสุนัขในแผ่นหินจำนวนมาก เป็นที่อยู่ของสุนัขในเรื่องศรีบัวทอง ในที่นี้จะยกตัวอย่างนิทานสุรินทร์ ดังนี้

มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอยู่บนสวรรค์ เทวดาองค์หนึ่งสาปให้มาเป็นหมาจิ้งจอกในโลก นางหมาจิ้งจอกมองเห็นเด็ก ๆ รังแกสุนัขอยู่เสมอ เมื่อนางจะคลอดลูกซึ่งตั้งท้องมาแต่สวรรค์แล้ว นางหมาจิ้งจอกจึงหนีไปอยู่ในถ้ำเพื่อคลอดลูก ครั้นคลอดลูกมากลายเป็นมนุษย์ทั้งคู่ เป็นผู้หญิงหน้าตาสวยงาม หมาจิ้งจอกจึงเลี้ยงลูกอยู่ในป่านั้น หาเสื้อผ้าอาหารมาเลี้ยงดูลูกจนเติบโต เป็นสาวทั้งสองคน

ครั้นนั้นมีพระราชาแห่งกรุงพาราณสีได้เสด็จประพาสป่าพบพี่น้องสองสาวมาเล่นน้ำ พระองค์หลงไหลในความงามของนางทั้งสอง จึงสอบถามนาง ๆ ก็บอกว่านางเป็นชาวป่าอาศัยอยู่ในป่านี้มาแต่เกิด พระราชาจึงรับนางทั้งสองไปเป็นชายา ให้พี่สาวเป็นมเหสี ส่วนน้องสาวเป็นนางสนม นางหมาจิ้งจอกกลับจากหาอาหาร ไม่พบลูกสาวทั้งสองก็ติดตามดมกลิ่นพเนจรไป ส่วนลูกสาวคนโตเมื่ออยู่ในวังก็มีความสุข ไม่คิดถึงแม่เลย แต่ลูกสาวคนน้องคิดหาแต่แม่หมา ว่าป่านนี้คงเที่ยวหานางทุกแห่งหน วันหนึ่งแม่หมาติดตามกลิ่นมาจนถึงในวัง ลูกสาวคนโตเปิดหน้าต่างเห็นแม่หมาจิ้งจอกก็จำได้ จึงรีบปิดหน้าต่างทันที เกรงว่าพระราชาจะรู้ว่าตนมีแม่เป็นหมา แม่หมาจะวิ่งไปหาลูกสาวให้จงได้ ลูกสาวเห็นแม่หมาจึงให้คนไล่ตีออกไป แม่หมาจิ้งจอกจึงไปหานางน้องสาว เมื่อนางเห็นแม่หมาของนางก็ดีใจวิ่งเข้ากอด อุ้มขึ้นสู่ปราสาท และนางก็เล่าให้พระราชาว่านางมีแม่เป็นสุนัข จึงขออนุญาตเลี้ยงแม่ของนางไว้บนปราสาทด้วย แต่ด้วยความอิดโรยนางแม่หมาจิ้งจอกก็สิ้นใจตาย เมื่อแม่ตายนางก็ขออนุญาตพระราชาขอเก็บกระดูกไว้บูชา พระราชาก็อนุญาต เมื่อนางบูชากระดูกแม่ ได้เจ็ดวันกระดูกก็กลายเป็นทองคำ

เมื่อพระราชาทราบดังนั้น จึงทรงดำริว่าน้องสาวเป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณมารดา แม้ว่าเป็นสุนัขก็ไม่รังเกียจ จนนางได้รับผลแห่งคุณความดีมีเงินทองมากมาย พระราชาจึงไปถามมเหสีผู้เป็นพี่สาวนางก็ยอมรับ พระราชาทรงดำริว่านางไม่รู้บุญคุณแม่ผู้เลี้ยงดู จึงปลดออกจากตำแหน่งมเหสี และขับไล่ออกจากเมือง ยกฐานะน้องสาวให้เป็นมเหสีแทน

ที่มา : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 3(หน้า 874),5 ธันวาคม 2542
comments