กินน้ำขิงแล้วดียังไง ได้ประโยชน์อะไรบ้าง

การดำเนินชีวิต | อาหารเพื่อสุขภาพ | 221014 |

กินน้ำขิงแล้วดียังไง ได้ประโยชน์อะไรบ้าง

บทความนี้เรามาดูกันว่ากินน้ำขิงแล้วดียังไง ได้ประโยชน์อะไรบ้าง

ขิง เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมาแล้ว โดยปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านและผลงานเขียนของขงจื๊อ (เมื่อกว่า 3000 ปีมาแล้ว) และขิงก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมายาวนาน

ขิง เป็นสุดยอดสมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้สาระพัด ประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมากมาย เช่น แคลเซียม แม็คนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และยังมีสรรพคุณที่สาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายคนน่าจะสนใจกันเป็นอย่างมาก นั่นก็คือสรรพคุณทางด้านลดน้ำหนัก เพียงแค่ดื่มน้ำขิงเป็นประจำวันละ 1-3 แก้วก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้อย่างไม่น่าเชื่อ มาดูกันดีกว่าว่าทำไมดื่มน้ำขิงแล้วถึงช่วยลดน้ำหนักได้

น้ำขิงช่วยลดน้ำหนักได้ยังไง?

น้ำขิงมีฤทธิ์ร้อน ดังนั้นเมื่อดื่มเข้าไปแล้วความร้อนที่ได้จะเข้าไปช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเผาผาญไกลโคเจนได้ดีขึ้น เมื่อเผาผลาญดีจึงมีส่วนช่วยลดความอ้วนได้ดีมากขึ้น

ช่วยทำให้อุณหภูมิในร่างกายเหมาะสม อุณหภูมิในร่างกายของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส แต่หากอุณหภูมิในร่างกายของเราลดลงต่ำกว่า 37 จะทำระบบการย่อยหรือการเผาผลาญพลังงานไม่สมบูรณ์ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การดื่มน้ำขิงจะเข้าไปช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้กลับเข้าที่เข้าทาง ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปได้มากขึ้น

ช่วยให้ขับถ่ายดี น้ำขิงมีสรรพคุณช่วยให้การขับถ่ายของเราเป็นปกติ เมื่อระบบขับถ่ายดี การขนส่งของเสียในร่างกายไม่ติดขัด ร่างกายก็สามารถขับของเสียออกไปได้หมด โดยของเสียเหล่านั้นไม่ย้อนกลับไปทางเลือด ก็จะทำให้ระบบการย่อยอาหารของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ขับถ่ายดี ก็ลดน้ำหนักดีเช่นกัน

ดื่มน้ำขิงเป็นประจำในช่วงเช้าเวลาประมาณ ตี 5 - 6 โมงเช้าเป็นช่วงที่เหมาะแก่การดื่ม เพราะจะทำให้เราขับถ่ายได้ดี แล้วก็เตรียมร่างกายให้พร้อมในการเผาผลาญพลังงาน กินบ่อยๆจะช่วยลดน้ำหนักได้ดี เป็นการลดน้ำหนักง่ายๆโดยใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องกลัวผลค้างเคียง แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย

จากประโยชน์ข้างต้นดังกล่าว ไม่ดื่มน้ำขิงก็คงไม่ได้แล้ว ดังนั้นเรามาดูวิธีการทำน้ำขิงกันดีกว่าครับ

ส่วนผสมในการทำเครื่องดื่ม น้ำขิง

ขิงแก่ 1 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วยตวง น้ำสะอาด 3 ลิตร

วิธีการทำเครื่องดื่ม น้ำขิง

- เตรียมส่วนผสมข้างต้นให้ครบตามจำนวน
- นำขิงแก่ไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นทุบให้ขิงแตก แล้วจึงนำใส่ในหม้อ เติมน้ำสะอาดลงไป ยกขึ้นตั้งไฟ
- พอน้ำเดือดแล้วค่อยเบาไฟลง เคี่ยวจนน้ำขิงละลายออกมาจนหมด ให้สังเกตว่า น้ำจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ เคี่ยวต่อไปสักพัก หรืออย่างน้อยเคี่ยวประมาณ 15-20 นาที จึงยกลงจากเตา
- ในการดื่มน้ำขิงควรดื่มตอนร้อนๆ โดยการตักน้ำขิงใส่ในแก้ว แล้วเติมน้ำตาลทรายแดงลงไป 1-2 ช้อนชา แล้วแต่คนชอบ คนให้น้ำตาลทรายแดงละลายเข้ากับน้ำขิง รับรองซู่ซ่า ไม่แพ้กับการดื่ม ชาร้อน หรือกาแฟร้อน แถมการดื่มน้ำขิงยังได้คุณค่า มากกว่าอีกด้วย
- นอกจากการดื่มน้ำขิงแบบร้อนๆ แล้วยังสามารถดื่ม แก้กระหายแบบน้ำขิงเย็น ด้วยการใส่น้ำเข็งก้อน ลงไปได้อีกด้วย (หากจะดื่มน้ำขิงแบบเย็นต้องเติมน้ำตาล มากกว่าเดิมเป็น 2-3 เท่า เนื่องจากมีน้ำแข็งอยู่ด้วย ถ้าเติมน้ำตาลในปริมาณ เท่ากับ การดื่มแบบ น้ำขิงร้อน รสชาติจะจืดมากเกินไปนั่นเอง)

ประโยชน์อื่น ๆ ของขิง

ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปีที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น "ขิง มีส่วนช่วยให้ neuroprotective function ดีขึ้น" Kathleen McFarlane ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลียกล่าว "นั่นก็หมายความว่าขิงมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน"

นอกจากนี้การใส่ขิงป่น 100 กรัมลงไปในสลัดหรือผัดผักที่ท่านรับประทานเป็นประจำ ก็เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ขิงยังมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดได้อีกด้วย ขิงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอาการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนยาบรรเทาปวด (Analgesic) "สำหรับการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ, การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยขิงในส่วนผสมควบคู่กับการรับประทานยาปฏิชีวนะ ช่วยให้อาการปวดกล้ามเนื้อหายได้ไวขึ้น" Pam Stone ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากประเทศออสเตรเลียกล่าว

สำหรับประโยชน์ของน้ำขิงก็สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน

การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆก็มีสรรพคุณเป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องอืดท้องเฟ้อ "การดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของท่านทำงานได้ดีมากขึ้น" McFarlane กล่าว และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่าขิงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้

ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและ หัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง

ขิงช่วยป้องกันไม่ให้ bad cholesterol LDL แข็งเป็นแผ่น ซึ่ง bad cholesterol นี้จะส่งผลเสียกับระบบโลหิตภายในร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

"การรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากขิงเป็นประจำ สามารถช่วยบำรุงร่างกายของท่านได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุด" McFarlane กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา
http://fattylose.blogspot.com/2013/06/ginger-for-weight-loss.html
http://goo.gl/QZYyVl

awesome comments